วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ




โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ทันสมัยที่สุดแห่งแรกของประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ในเขตนครหลวงเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังสามารถเดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าอยู่ และเป็นต้นกำเนิดพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในระบบการผลิตของประเทศ

ความเป็นมา

โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เกิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยประสบกับภาวะขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โรงไฟฟ้าที่มีอยู่แต่ละแห่ง เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กประสิทธิภาพต่ำ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก แม้จะได้ทำการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าสนองความต้องการของประชาชนได้เพียงพอ นอกจากนี้บ่อยครั้งต้องมีการดับไฟเป็นเขตๆสลับกันอยู่ตลอดเวลา
รัฐบาลในยุคนั้นจึงได้พิจารณาสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมา เพื่อให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน และอนุมัติให้มีการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลปิดกั้นลำน้ำแม่ปิงที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นการเร่งขจัดปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยให้หมดไป
เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนาน อีกทั้งระหว่างที่กำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลอยู่นั้น สภาวะการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าได้ทวีเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องพิจารณา หาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง และติดตั้งสั้นกว่า เพื่อที่จะสนองความต้องการไฟฟ้าให้ทันการ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร กฟผ. จึงได้รับมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาประเภทของเครื่อง ราคา ทำเลที่ตั้ง และระบบการผลิต ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อนประเภทต่างๆ เพื่อพิจารณาว่า โรงไฟฟ้าประเภทใดจะให้ประโยชน์คุ้มค่ามีลักษณะถูกต้องตาม หลักเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรม อีกทั้งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า บริการประชาชนได้เพียงพอและสม่ำเสมอด้วย
จากการพิจารณาอย่างรอบคอบ โรงไฟฟ้าที่จะให้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด และใช้ระยะเวลาสั้นในการก่อสร้างและติดตั้ง คือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนประเภทไอน้ำ ทั้งยังสามารถติดตั้ง ใกล้แหล่งชุมชนได้อีกด้วย กฟผ. จึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่มีขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีในขณะนั้น
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครเหนือ เปรียบเสมือน "โรงครู" อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไฟฟ้าสมัยใหม่ของประเทศไทย ที่ได้ฝึกสอนให้ความรู้และประสบการณ์แก่บุคลากรให้รู้จักการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพความรอบรู้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การเดินเครื่อง บำรุงรักษา การวางแผน ตลอดจนแนวความคิดและอุดมคติในการทำงาน ล้วนได้ถูกสร้างสมจากการฝึกฝน และการปฏิบัติงานที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ทั้งสิ้น กล่าวได้ว่า โรงไฟฟ้าพระนครเหนือแห่งนี้สูงด้วยคุณภาพ ทั้งด้านทรัพยากรวัตถุและทรัพยากรบุคคล

ที่ตั้ง

โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เชิงสะพานพระรามเจ็ด ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี แยกจากถนนจรัญสนิทวงศ์ประมาณ 500 เมตร
ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ นั้นเหมาะสมเพราะอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้าและคมนาคมสะดวก

การดำเนินงาน

งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เริ่มเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2502 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องแรกมีขนาดกำลังผลิต 75,000 กิโลวัตต์ ใช้เวลาในการก่อสร้าง 1 ปี 8 เดือน ซึ่งได้แล้วเสร็จสามารถทดลองผลิตไฟฟ้าได้ เมื่อวันที 25 มีนาคม 2504 ทำพิธีเปิดอย่างเป้นทางการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2504 โดย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นประธานในพิธี
แม้หลังจากที่โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า บริการประชาชน ความต้องการพลังงานไฟฟ้า ของประเทศก็ยังคงสูงอยู่ รัฐบาลจึงอนุมัติให้ กฟผ. สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อนเพิ่มขึ้นอีกเป็นเครื่องที่ 2 และ 3 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 2 มีขนาดกำลังผลิต 75,000 กิโลวัตต์ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2506 และเครื่องที่ 3 ขนาดกำลังผลิต 87,500 กิโลวัตต์ แล้วเสร็จ และจ่ายไฟฟ้าขนานเข้าระบบได้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2511โดยมี ฯพณฯจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทำพิธีเปิดเดินเครื่อง
โรงไฟฟ้าพระนครเหนือทั้ง 3 เครื่อง สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างดี ประกอบกับเมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนภูมิพลแล้วเสร็จและจ่ายไฟเข้าระบบด้วย ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2512-2513 กฟผ. ประสบปัญหาปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง ที่เขื่อนภูมิพลต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย มีผลให้การผลิตไฟฟ้า ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำลดลง โดยที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้า ของประเทศมีอัตราเพิ่งสูง กฟผ.จึงได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันแก๊สขนาดกำลังผลิต 15,000 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 2 เครื่อง เพื่อเสริมระบบการผลิต ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากการก่อสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันแก๊สเครื่องที่ 4 และ 5 แล้วเสร็จในปี 2513 โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนพระนครเหนือได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น

โรงไฟฟ้าระยอง






โรงไฟฟ้าระยอง เป็นโครงการเร่งด่วนที่สำคัญโครงการหนึ่ง เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้ าของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ในภาคตะวันออกให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรก ที่ดำเนินธุรกิจในรูปธุรกิจเอกชน







ความเป็นมา

รัฐบาลได้กำหนดโครงการพัฒนา พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยตั้งเป้าหมายให้เขตพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เป็นแหล่งพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะเดียวกันการเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ย่อมต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ในการดำเนินการ
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้สนองนโยบายของรัฐบาล ด้วยการจัดเตรียมแผนพัฒนาการผลิต และจ่ายไฟฟ้าในภาคตะวันออก เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ โดยเสนอโครงการ โรงไฟฟ้าระยองชุดที่ 1 ถึง 3 กำลังผลิตชุดละ 308,000 กิโลวัตต์ เพิ่มเติมในแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้ดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2532 ต่อมา ในวันที่ 29 มกราคม 2534 จึงได้รับอนุมัติ ให้ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 1 ชุดคือ โครงการโรงไฟฟ้าระยอง ชุดที่ 4 กำลังผลิต 308,000 กิโลวัตต์




ลักษณะโครงการ

โรงไฟฟ้าระยอง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 462 ไร่ อยู่ติดกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 4 ชุด มีกำลังผลิตชุดละ 308,000 กิโลวัตต์ รวม 1,232,000 กิโลวัตต์แต่ละชุด ประกอบด้วย เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ซ 2 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 103,000 กิโลวัตต์ และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ขนาด 102,000 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง
สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้น ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยรับจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) นำก๊าซส่งผ่านมาตามท่อขนาดเส้นผ่าศูฯย์กลาง 16 นิ้ว มีความยาวจากโรงแยกก๊าซถึงโรงไฟฟ้า ประมาณ 4.5 กิโลเมตร และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส แต่ละเครื่องสามารถรับก๊าซธรรมชาติ ได้สูงสุดประมาณวันละ 29 ล้านลูกบาศก์ฟุต

การดำเนินงาน

กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารโรงไฟฟ้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของโรงไฟฟ้าระยอง ชุดที่ 1-3 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2532 อีก 2 ปีต่อมา จึงทำการก่อสร้างในส่วนของชุดที่ 4 สำหรับการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการติดตั้งเครื่องกังหันแก๊ส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2533 และเริ่มติดตั้งเครื่องกังหันไอน้ำ ชุดแรกเมื่อเดือนมกราคม 2534
ปัจจุบัน ดรงไฟฟ้าระยองแล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ได้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแต่ละชุดได้แล้วเสร็จในเวลาต่างๆ กันตามแผนที่ได้วางไว้ ตามรายละเอียดดังนี้

ชุดที่ 1 กังหันแก๊ส 1 : 7 พฤศจิกายน 2533
กังหันแก๊ส 2 : 16 ตุลาคม 2533
กังหันไอน้ำ : 10 กุมภาพันธ์ 2535


ชุดที่ 2 กังหันแก๊ส 1 : 18 ธันวาคม 2533
กังหันแก๊ส 2 : 26 ธันวาคม 2533
กังหันไอน้ำ : 1 เมษายน 2535


ชุดที่ 3 กังหันแก๊ส 1 : 27 กุมภาพันธ์ 2534
กังหันแก๊ส 2 : 19 กุมภาพันธ์ 2534
กังหันไอน้ำ : 11 พฤษภาคม 2535


ชุดที่ 4 กังหันแก๊ส 1 :22 กันยายน 2535
กังหันแก๊ส 2 :22 กันยายน 2535
กังหันไอน้ำ : 30 มิถุนายน 2536



โรงไฟฟ้าน้ำพอง




โรงไฟฟ้าน้ำพอง เนื่องจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในระยะหลายปีที่ผ่านมาทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงต้องสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กฟผ.จึงได้กำหนด แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพองขึ้น โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า นับเป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากร พลังงานภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความเป็นมา

การสำรวจหาปิโตรเลียมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2522 โดยบริษัท เอสโซ่ เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์ โปรดักชั่น โคราช อินคอร์ปอเรชั่น ESSO Explorationand Production Khorat Incorporation) เป็นผู้ได้รับสัมปทานการสำรวจขุดเจาะ ปรากฏว่าได้พบก๊าซธรรมชาติ ปริมาณสำรองประมาณ 1.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณวันละ 65 ล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 15 ปี กฟผ. จึงได้ทำการศึกษาเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า
หลังจากศึกษาความเหมาะสมและทบทวนอีกหลายครั้ง กฟผ. จึงเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 แก่รัฐบาล โดยได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2532 และเริ่มงานก่อสร้างในเดือนพฤษภาคม 2532 ส่วนชุดที่ 2 ได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 และเริ่มงานก่อสร้างในเดือนมกราคม 2534 ปัจจุบันโครงการได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว




วัตถุประสงค์

เพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มั่นคงยิ่งขึ้น ทำให้สามารถขยายไฟฟ้าไปสู่ชนบทห่างไกลได้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ โรงไฟฟ้าน้ำพอง จำนวน 2 ชุด สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติได้ปีละ 4,660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หากเป็นโรงไฟฟ้ากำลังผลิตเท่ากัน และใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงประมาณว่าจะต้องใช้น้ำมันถึงปีละ 1,200 ล้านลิตร เป็นการสงวนเงินตราต่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
ลดการส่งถ่ายพลังไฟฟ้าจากภาคเหนือและภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือลงได้มาก ซึ่งทำให้การสูญเสียพลังไฟฟ้าในระบบส่งน้อยลงด้วย เป็นการกระจายงานสู่ ท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชากร โดยการจ้างผู้รับเหมาท้องถิ่นให้ดำเนินการ ก่อสร้างอาคารโรงไฟฟ้าและอาคารประกอบต่างๆ



ที่ตั้ง

โรงไฟฟ้าน้ำพอง มีพื้นที่ 631ไร่ ตั้งอยู่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 32 กิโลเมตร และห่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาติหลุมน้ำพองประมาณ 3 กิโลเมตร


การดำเนินงาน

โรงไฟฟ้าน้ำพองได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ในเดือนมิถุนายน 2532 ก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ชุดที่ 1
กังหันแก๊สเครื่องที่ 1 : 26 พฤศจิกายน 2533
กังหันแก๊สเครื่องที่ 2 : 26 ธันวาคม 2533
กังหันไอน้ำ : 29 สิงหาคม 2535

ชุดที่ 2
กังหันแก๊สเครื่องที่ 1 : 15 มีนาคม 2536
กังหันแก๊สเครื่องที่ 2 : 11 เมษายน 2536
กังหันไอน้ำ : 9 เมษายน 2537

เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าน้ำพองชุดที่ 1 เป็นต้นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กฟผ.ได้ดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า แรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ น้ำพอง 2 - น้ำพอง 1 เป็นระยะทาง 6 กิโลเมตรและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230 กิโลโวลต์ น้ำพอง 2 - ขอนแก่น 3 ระยะทาง 29.32 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงขึ้นอีก 1 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงขอนแก่น 3 ขนาด 230 กิโลโวลต์ ทำการขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 1 ขนาด 115 กิโลโวลต์ เป็น 230 กิโลโวลต์ ขยายลานไกไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 1 รวมทั้งเปลี่ยนสายส่งไฟฟ้าน้ำพุง 1 - อุดรธานี 1 จากขนาด 115 กิโลโวลต์ เป็น 230 กิโลโวลต์

สำหรับโรงไฟฟ้าชุดที่ 2 ก็ได้มีการดำเนินการ ก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230 กิโลโวลต์ ชัยภูมิ-นครราชสีมา 2 ระยะทาง 101.5 กิโลเมตร สถานีไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230 กิโลโวลต์ 2 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงนครราชสีมา 2 และชัยภูมิ รวมทั้งงานขยายลานไกไฟฟ้าของสถานีไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 2 ขนาด 230 กิโลโวลต์อีกด้วย


ลักษณะโครงการ

โรงไฟฟ้าน้ำพองประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้าสองชุด กำลังผลิตชุดละ 355,000 กิโลวัตต์ แต่ละชุดมีหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส กำลังผลิต 121,000 กิโลวัตต์ สองเครื่อง และหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำกำลังผลิต 113,000 กิโลวัตต์ หนึ่งเครื่อง รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 710,000 กิโลวัตต์
โรงไฟฟ้าน้ำพองทั้งสองชุดได้ออกแบบให้สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งน้ำมันดีเซล และก๊าซธรรมชาติ โดยมอัตราการฟุ่มเฟือยของก๊าซธรรมชาติวันละ 65 ลูกบาศก์ฟุต
ในกรณีที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลแทนน้ำมันธรรมชาติ ก็จะใช้น้ำมันดีเซลซึ่ง กฟผ. จัดเก็บไว้ที่ถังเชื้อเพลิงสำรอง เป็นเชื้อเพลิงในปริมาณวันละ 1.7 ล้านลิตร
น้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าได้มาจากลำน้ำพอง บริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ โดยการสูญน้ำจากลำน้ำพองผ่านไปตามท่อฝังดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ความยาว 4.85 กิโลเมตร ส่งไปยังอ่านเก็บน้ำในบริเวณโรงไฟฟ้า จากนั้นส่งไปยังโรงกรองน้ำ เพื่อปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น ก่อนนำไปใช้
โรงไฟฟ้าน้ำพอง ใช้เพื่อการหล่อเย็นและเป็นน้ำใช้ทั่วๆ ไป รวมทั้งสิ้น 1,216 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือวันละ 29,184 ลูกบาศก์เมตร หรือปีละ 10.652 ล้านลูกบาศก์เมตร


เงินลงทุน
งบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ รวมทั้งสิ้น 14,947.55 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

ชุดที่ 1
โรงไฟฟ้า 5,304.45 ล้านบาท
ระบบส่งไฟฟ้า 1,108.13 ล้านบาท
รวม 6,412.58 ล้านบาท

ชุดที่ 2
โรงไฟฟ้า 6,719.51 ล้านบาท
ระบบส่งไฟฟ้า 1,815.46 ล้านบาท
รวม 8,534.97 ล้านบาท

งานสิ่งแวดล้อม

กฟผ. ว่าจ้างบริษัททีนคอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียร์ ( TEAN Consulting Engineers ) และบริษัทพาลคอนซัลแต้นท์ ( PAL Consultants ) ทำการศึกษาแลประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียดในประเด็นที่สำคัญ คือคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ การใช้น้ำและการใช้ที่ดิน ผลการศึกษาแจ้งว่า โรงไฟฟ้าน้ำพองจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลชุมชนและใช้ระบบระบายความร้อนด้วยหอระบายความร้อน
จากการจำลองแบบผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในการติดตั้งและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าทั้ง 2 ชุด ปรากฎว่า ปริมาณฝุ่นแขวนลอย ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไฟออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่เกิดจากโรงไฟฟ้า จัดอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐานปกติของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
สำหรับผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยรอบบริเวณโรงไฟฟ้านั้น กฟผ. ได้ติดตั้งระบบกำจัดของเสียและน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าเพื่อป้องกันผลเสียต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ กฟผ. จะดำเนินการตรวจสอบทั้งคุณภาพอากาศบริเวณโรงไฟฟ้าและตรวจวัดคุณภาพของน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับต่ำสุด

สรุป

โรงไฟฟ้าน้ำพอง ปัจจุบันเป็นโรงไฟฟ้าลังงานความร้อนร่วมขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียเหนือช่วยเพิ่มพลังการผลิตในแก่ภูมิภาคนี้ได้อีกถึง 710,000 กิโลวัตต์ และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ 4,660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียวของภูมิภาคนี้ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เป็นไปตามนโยบายเพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าโดยใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ในประเทศ ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการเงิน กล่าวได้ว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมมากในการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้าของประเทศไทย


โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย



โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย เป็นโครงการเร่งด่วนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2536 และได้รับความเห็นชอบ ให้ดำเนินการจากคณะกรรมการพัฒนราเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 โดยลักษณะโครงการ เป็นโรงไฟฟ้าแบบกังหันก๊าซ จำนวน 2 เครื่อง ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 122 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิต 244 เมกะวัตต์ ออกแบบให้ใช้เชื้อเพลิง ได้ทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้า เสริมระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และเสริมความมั่นคง ของระบบไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ

ที่ตั้งโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย

บริเวณตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ในพื้นที่ประมาณ 28 ไร่

การดำเนินงานและการจัดการ

การก่อสร้างเริ่มเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2537 ดำเนินการแล้วเสร็จ จนโรงไฟฟ้าทั้งสองสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 8 มิถุนายน 2538 ตามลำดับ โดยใช้เงินทุนทั้งหมด 3,517.41 ล้านบาท

การควบคุมการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย
มีผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด 12 คน และเนื่องจากโรงไฟฟ้าฯ เดินเครื่องจ่ายกระกระแสไฟฟ้า เพื่อเสริมระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้สูงสุด การจัดผู้ปฏิบัติงานกะ จึงปรับเปลี่ยนไปตามสภาพของโหลด คือแบ่งออกเป็น 5 กะ ซึ่งจะมากกว่าการจัดกะปฏิบัติการโดยทั่วไปของ กฟผ. 1 กะ ได้แก่

1. กะเช้า (08.00-16.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 3 คน
2. กะบ่าย (16.00-24.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 3 คน
3. กะดึก (00.00-08.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 2 คน
4. กะพัก (หยุด) ผู้ปฏิบัติงาน 2 คน>
5. กะแยก (08.00-24.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 2 คน



การทำงานของโรงไฟฟ้า

เริ่มโดยใช้มอเตอร์ (Motor)เป็นตัวขับเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) ให้หมุนได้รอบประมาณ 600 รอบ/นาที เพื่อให้เครื่องอัดอากาศ (Compressor) สร้างแรงดันลมขึ้นมาแล้วส่งเข้าห้องเผาไหม้ (Combustion Chamber) ซึ่งภายในห้องเผาไหม้จะมีหัวฉีด (Nozzle) และหัวเทียน (Lgnitor) อยู่เมื่อเครื่องกังหันก๊าซมีความเร็วถึง 600 รอบ/นาที เครื่องปั๊ม (Main Fuel Oil Pump) จะส่งน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้ผ่านทางหัวฉีด และหัวเทียนจะเป็นจุดระเบิด ทำให้เกิดการเผาไหม้ สร้างแรงดันขับเครื่องกังหันก๊าซ ให้ไปขับเพลาหมุน (Rotor) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อีกต่อหนึ่ง ผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาในที่สุด การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ดำเนินการตามศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าสั่ง คือวันละประมาณ 14 ชั่วโมง ประมาณ 08.00-22.00 น. และหยุดเดินเครื่องทุกวันอาทิตย์ เชื้อเพลิงที่ใช้เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 357 ไม่ผสมสารเจือปน (Additive) มีอัตราการใช้โดยเฉลี่ยวันละประมาณ 1 ล้านลิตร โดยรับน้ำมันจากคลังน้ำมันบางประอิน เข้าเส้นทาง 345 ออกเส้นตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี แล้วเข้าถนนบางกรวย-ไทรน้อย สู่โรงไฟฟ้าฯ






วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โรงไฟฟ้าพระนครใต้









ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศไทยมีเพียง ๒ แห่งคือ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือและ โรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพลในขณะที่ความต้องการไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามความเจริญเติบโตของบ้านเมือง กฟผ. จึงวางแผนการขยายแหล่งผลิตไฟฟ้าทั้งระบบพลังน้ำ และพลังงานความร้อน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดยใช้ชื่อแผนการนี้ว่าโครงการ ๕ ปี



โครงการ ๕ ปี เป็นแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า ในช่วง พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๑๔ มีจุดประสงค์เพื่อขยายแหล่งผลิต ไฟฟ้า โดยใช้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนเป็นแหล่งผลิตหลัก และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นแหล่งผลิตเสริมในช่วงความ ต้องการ ไฟฟ้าสูง วิธีนี้ช่วยให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ และมีความมั่นคงในระบบไฟฟ้าสูงสุด
โรงไฟฟ้าพระนครใต้ได้รับการบรรจุไว้ในโครงการ ๕ ปี ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๐ และได้เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ.๒๕๑๐ นั้น โดย กฟผ. ทำการปรับปรุงที่ดินซึ่งเดิมเป็นท้องร่องสวน แล้วจึงตัดถนน ต่อไปถึงหัวงานเป็นระยะ ๒.๕ กิโลเมตร จากนั้นได้สร้างสะพาน เขื่อนริมน้ำท่าเรือ และติดตั้งปั้นจั่นสำหรับงานก่อสร้าง ฐานราก ของอาคารโรงไฟฟ้าเครื่องที่ ๑ และ ๒ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นต้นมา
ต่อมา จึงเริ่มงานก่อสร้างส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น อาคารชักน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ โรงเก็บพัสดุอาคารสถานีไฟฟ้า แรงสูง และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า อาทิ หม้อน้ำอุปกรณ์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงและแผงไฟฟ้าตัดตอนต่าง ๆ เป็นต้น จนกระทั่ง การก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดโรงไฟฟ้า เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๕




ที่ตั้ง


โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ตั้งอยู่ที่ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากถนนสุขุมวิทไปทาง ทิศตะวันตกประมาณ ๗ กิโลเมตร บนพื้นที่ ๒๑๖ ไร่ ตัวโรงไฟฟ้าด้านหน้าติดแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ทำให้สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตลอดจนการจ่ายไฟฟ้า เป็นการช่วย ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้มาก



ลักษณะโรงไฟฟ้า


โรงไฟฟ้าพระนครใต้เมื่อแรกก่อสร้าง เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงมีหน่วยผลิตไฟฟ้า ๕ เครื่อง เครื่องที่ ๑-๒ มีกำลังผลิตเครื่องละ ๒๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ เครื่องที่ ๓-๕ มีกำลังผลิตเครื่องละ ๓๑๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น ๑,๓๓๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ ๙,๓๒๐ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
การค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ กฟผ. มีนโยบายนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตา ในการผลิตไฟฟ้า ใน พ.ศ.๒๕๒๔ กฟผ. จึงทำการดัดแปลงโรงไฟฟ้าให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย การดัดแปลง แล้วเสร็จโดยลำดับ คือ เครื่องที่ ๓ และ ๕ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๔ เครื่องที่ ๔ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ส่วนเครื่องที่ ๑ และ ๒ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๘




โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ ชุดที่ ๑


เพื่อให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าดำเนินโดยสอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้า ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๓๙ กฟผ. ได้เสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ชุดที่ ๑ ต่อรัฐบาล และได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ โครงการนี้ประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซจำนวน ๒ เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ ๑๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ และหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ กำลังผลิต ๑๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ จำนวน ๑ เครื่อง รวมกำลังผลิต ๓๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ประมาณวันละ ๕๘ ล้านลูกบาศก์ฟุต และยังสามารถใช้น้ำมันดีเซลเป็น เชื้อเพลิงสำรองได้อีกด้วย



หน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซทั้ง ๒ เครื่อง แล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม และ วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ตามลำดับ ส่วนหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๗






โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ ชุดที่ ๒


เป็นโครงการเร่งด่วนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่ได้ ปรับปรุงใหม่ เพื่อเสริมกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. แทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนอ่าวไผ่ที่ต้องชะลอโครงการไป โครงการนี้ประกอบด้วยหน่ยวผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซ จำนวน ๒ เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ ๒๐๒,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต ๖๒๓,๐๐๐ กิโลวัตต์ โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทยเป็นเชื้อเพลิงหลัก ในอัตราเฉลี่ย ประมาณวันละ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุต โดย กฟผ. ได้ว่าาจ้างสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษา และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิธีแก้ไขไว้ด้วย รัฐบาลอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ การก่อสร้างประมาณการแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐





งานด้านสิ่งแวดล้อม
กฟผ. เอาใจใส่ต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากการดำเนินงานทุกครั้งรวมทั้งภายหลังการก่อสร้างสำหรับคุณภาพ สิ่งแวดล้อม บริเวณโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม กฟผ. ได้ติดตามตรวจสอบอย่างละเอียด และได้รายงาน สรุปผล ดังนี้




คุณภาพอากาศ
ระดับของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณต่ำ เนื่องจากใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก จึงมีผลกระทบต่อชุมชนน้อยมาก


คุณภาพน้ำ
มีการป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และบ่อพักน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่ แหล่งน้ำธรรมชาติ

คุณภาพเสียง
ผลกระทบด้านเสียงอยู่ในปริมาณต่ำเนื่องจากตัวโรงไฟฟ้าอยู่ในบริเวณติดแม่น้ำเจ้าพระยา และห่างจากชุมชนใหญ่


สรุป
โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ดำเนินการผลิตไฟฟ้าบริการประชาชนไทยอย่างมั่นคงเป็นเวลาถึง ๒๖ ปี และสามารถ ปฏิบัติภารกิจอันสำคัญนี้ต่อไปได้อีกนาน เนื่องจากมีการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี พร้อมไปกับการพัฒนาทาง เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น จึงมั่นใจได้ว่าโรงไฟฟ้าพระนครใต้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปด้วยดี และสามารถสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของ มวลชลได้อย่างเพียงพอตลอดไป



โรงไฟฟ้าบางประกง



โรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มาเป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดปัจจุบันโรงไฟฟ้าบางปะกงมีกำลังผลิตรวมทั้งสิ้น ๓,๖๘๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ที่ตั้งโรงไฟฟ้าบางปะกง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ ๑,๐๕๐ ไร่ บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดย อยู่ห่างจากปากแม่น้ำบางปะกงขึ้นมาตามลำน้ำประมาณ ๑๑ กิโลเมตร หรือห่างจากสะพานเทพหัสดินทร์ ไปทาง เหนือน้ำประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร ลักษณะโครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อน จำนวน ๔ เครื่อง และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน ๔ ชุด โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น ๒ ระยะ คือ


ระยะที่ ๑ เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๒๐ ประกอบด้วยงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจำนวน ๒ เครื่อง กำลังผลิคเครื่องละ ๕๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน ๒ ชุด กำลังผลิตชุดละ ๓๗๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ แต่ละชุดประกอบด้วยเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊สขนาด ๖๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ๔ เครื่อง (สามารถ ใช้ได้ทั้งน้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติ) และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำขนาด ๑๓๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ๑ เครื่อง การก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๑ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๗ รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ๑,๘๔๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีเปิดโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๑ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๒๘



ระยะที่ ๒ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยใน พ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๓๑ ได้ขยายตัวสูงมาก การใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ กฟผ. จึงวางแผนเร่งพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้า เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่าง เพียงพอและเพิ่มความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๒ ได้รับอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๑ และคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบ ให้ดำเนินการ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๑ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกงระยะที่ ๒ จึงได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ประกอบด้วย

โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องที่ ๓ และ ๔ กำลังผลิตเครื่องละ ๖๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ชุดที่ ๓ และ ๔ กำลังผลิตชุดละ ๓๒๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ แต่ละชุดประกอบด้วย เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส ขนาด ๑๐๕,๕๐๐ กิโลวัตต์ ๒ เครื่อง (สามารถใช้ได้ทั้งน้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติ) และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ขนาด ๑๐๙,๐๐๐ กิโลวัตต์ ๑ เครื่อง
โรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๒ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ๒๕๓๕ รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ๑,๘๔๐,๐กิโลวัตต์




ราคาก่อสร้าง

โรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๑ มีค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๑๗,๑๙๘,๐๒๗ ล้านบาท เป็นราคาที่รวมค่าก่อสร้าง โรงปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ศูนย์ฝึกอบรมทางวิชาการ (อาคาร) และศูนย์ฝึกอบรมทางวิชาการ (Simulator) ส่วนโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๒ มีค่าก่อสร้าง โรงไฟฟ้า และระบบส่งไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น ๓๒,๓๓๓.๘๔ ล้านบาท



ประโยชน์
โรงไฟฟ้าบางปะกงมีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงถึง ๓,๖๗๔,๖๐๐ กิโลวัตต์ จึงเป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ช่วยเสริมความมั่นคง ให้ระบบไฟฟ้าส่วนรวมของประเทศ และการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ก็เป็นการสนับสนุนนโยบายใช้ทรัพยากร ภายในประเทศ สามารถประหยัดเงินซื้อน้ำมันจากต่างประเทศได้ปีละหลายล้านบาท
นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนและรองรับความเจริญเติบโตของโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก ทำให้ ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น



การเดินทาง
โรงไฟฟ้าบางปะกงอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ๖๙ กิโลเมตร ใช้เส้นทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปตามถนน บางนา-ตราด เมื่อถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้ามสะพานเทพหัสดินทร์ไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร จะเห็นป้ายชื่อ โรงไฟฟ้าบางปะกง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร ก็จะถึงโรงไฟฟ้า

สรุป
โรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพสูง ทัดเทียมกับโรงไฟฟ้าที่ทันสมัยอื่นๆ ในโลกเป็นผลงานที่คนไทยควรภาคภูมิใจ และโรงไฟฟ้าแห่งนี้ จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญอำนวยประโยชน์ มหาศาลต่อประเทศชาติ

กรองและระบบกรองอากาศ

กรองอากาศ ( Air Filter) ในยุคต้นๆ ได้ถูกออกแบบให้ใช้ในการปรับสภาพสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับเครื่องจักรกล หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องจักรกล เช่น ในเครื่องยนต์ แต่ในปัจจุบัน กรองอากาศมีบทบาทมากขึ้น กรองอากาศถูกใช้ในการรักษาคุณภาพอากาศภายในอาคารหรือระบบ (Indoor Air Quality: IAQ) เช่น ในโรงพยาบาล อาคารสำ นักงาน พื้นที่ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

การเลือกใช้กรองอากาศให้เหมาะสมกับประเภทของงานเป็นสิ่งที่สำ คัญ เพราะกรองอากาศจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อื่น ๆในระบบด้วย เช่น ประสิทธิภาพของกรองอากาศและความต้านทานต่อการไหลของอากาศมีความสัมพันธ์กัน กรองอากาศที่มีประสิทธิภาพตํ่า จะมีความต้านทานต่อการไหลของอากาศตํ่ากว่ากรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง นั่นหมายความว่า พลังงานที่จะต้องใช้ในการส่งลมในระบบจะตํ่ากว่าด้วย แต่ในขณะเดียวกันจำ นวนหรือปริมาณของสิ่งปนเปื้อน ฝุ่น หรือ อนุภาคสามารถหลุดเข้าไปในระบบสูงกว่า
ซึ่งจะไปเกาะที่คอยล์ของเครื่องปรับอากาศ และทำ ตัวเป็นฉนวน ลดประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนทำ ให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้น

1. หลักการทํ างานพื้นฐานของกรองอากาศ
ลักษณะการจับยึดอนุภาคของกรองอากาศจะขึ้นอยู่กับขนาดของอนุภาคของสิ่งปนเปื้อนและชนิดวัสดุของ
ตัวกรองอากาศ ซึ่งมีอยู่ 4 ลักษณะ
























1.1 Straining กระบวนการนี้จะเกิดขึ้น เมื่ออนุภาคที่เคลื่อนที่มากับกระแสอากาศมีขนาดใหญ่กว่า
ช่องว่างระหว่างเส้นใยของกรองอากาศ อนุภาคจึงติดอยู่ที่ช่องว่างระหว่างเส้นใย ดังแสดงในรูปที่ 1
วิธีนี้จะใช้กับกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพตํ่า

1.2 Impingement กระบวนการนี้จะเกิดขึ้น เมื่ออนุภาคมีขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นสูงไม่สามารถ
เคลื่อนที่ไปตามกระแสของอากาศจึงไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่หลบเส้นใยของกรองอากาศได้ อนุภาค
จึงเคลื่อนที่ชนกับเส้นใยของกรองอากาศและถูกจับยึดไว้ ในบางครั้งเส้นใยของกรองอากาศประเภทนี้
จะเคลือบด้วยสารที่มีความเหนียว (adhesive) เช่น นํ้ามันเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจับยึดอนุภาค

1.3 Interception กระบวนการนี้จะเกิดขึ้น เมื่ออนุภาคที่มีขนาดเล็กเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในเนื้อกรองอากาศตามกระแสการไหลของอากาศ และเกิดเคลื่อนเข้าสัมผัสกับเส้นใยของกรองอากาศ ทำ ให้อนุภาคถูกจับยึดกับเส้นใยของกรองอากาศด้วยแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลที่เรียกว่า VAN DER WAALS FORCE ลักษณะการจับยึดอนุภาคแบบนี้จะใช้กับกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพปานกลาง

1.4 Diffusion กระบวนการนี้จะเกิดขึ้น เมื่ออนุภาคมีขนาดเล็กมาก การเคลื่อนที่ของอนุภาคจะเกิดการเบียดกับโมเลกุลของอากาศ ทำให้การเคลื่อนที่ของอนุภาคมีทิศทางไม่แน่นอน หรือที่เรียกว่า Brownian motion เมื่ออนุภาคเคลื่อนที่ไปชนกับเส้นใยของกรองอากาศก็จะถูกจับติดไว้ด้วยแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลเช่นเดียวกับกระบวนการ Interception การจับยึดอนุภาคด้วยวิธีนี้จะใช้กับกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง

2. การเปรียบเทียบคุณสมบัติของกรองอากาศ

ในการพิจารณากรองอากาศ จำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาคุณสมบัติ 3 ประการ ดังนี้
• ประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นเปอร์เซ็นต์ของอนุภาคที่จะถูกจับยึดหรือแยกออกจากอากาศที่เคลื่อนที่ผ่าน
• ความสามารถในการกักเก็บอนุภาค (Dust-Holding Capacity) ปริมาณของฝุน่ ที่กรองอากาศสามารถจะดักเก็บได้ตั้งแต่เริ่มใช้งานจนกระทั่งกรองอากาศตัน
• ความต้านทาน (Resistance) ต่อการไหลของอากาศ มีหน่วยวัดเป็นนิ้วนํ้า (inches of water gage) หรือ ปาสคาล (Pa)มาตรฐาน ASHRAE 52.1-1992, Gravimetric and Dust Spot Procedures for Testing Air Cleaning Devices Used in General Ventilation for Removing Particulate Matter เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบคุณสมบัติของกรองอากาศทั้งสามประการข้างต้น คือ ประสิทธิภาพ ความสามารถในการเก็บอนุภาคและความต้านทานต่อการไหลของอากาศ ซึ่งจะทำการทดสอบในท่อทดสอบตามมาตรฐาน ASHRAE

ประสิทธิภาพของกรองอากาศจะถูกวัดโดยการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสีของแผ่นเป้า (Target) สองแผ่นในชุดสุ่มตัวอย่างอากาศแผ่นเป้าแผ่นแรกจะติดตั้งด้านหน้ากรองอากาศที่จะทำ การทดสอบ ส่วนแผ่นที่สองจะติดตั้งทางด้านหลังแผ่นกรอง เนื่องจากกรองอากาศจะทำการดักอนุภาคที่ติดมากับอากาศออก แผ่นเป้าแผ่นที่สองจึงมีการเปลี่ยนแปลงสี (สกปรก) ช้ากว่าแผ่นแรกผลการเปลี่ยนแปลงสีของแผ่นเป้าที่ได้ จะสามารถนำไปคำนวณหาประสิทธิภาพของกรองอากาศได้

ความสามารถในการกักเก็บฝุ่นจะทำ การทดสอบโดยการปล่อยฝุ่นทดสอบซึ่งเป็นฝุ่นเฉพาะ เรียกว่า ASHRAE test dust ซึ่งจะปล่อยเข้าไปในสัดส่วน 2 กรัม ต่อ 1,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที หรือ 472 ลิตรต่อวินาที ในท่อทดสอบ และทำ การวัดปริมาณของฝุ่นเป็นกรัมที่ถูกดักจับไว้โดยกรองอากาศมาตรฐาน ASHRAE 52.1-1992 ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่าค่าที่ได้จากการทดสอบนี้ไม่สามารถบอกอายุการใช้งานที่แท้จริงของกรองอากาศที่ทำการทดสอบได้เนื่องจากฝุ่นที่ใช้ในการทดสอบเป็นฝุ่นสังเคราะห์ ไม่ใช่ฝุ่นจริงในบรรยากาศ และการทดสอบนี้เป็นการทดสอบตามเงื่อนไขที่กำหนดขึ้น

ความต้านทานเริ่มต้น (Initial resistance) ของกรองอากาศในขณะที่ยังสะอาดอยู่ปกติจะทำ การวัดที่ความเร็วของอากาศ 500 ฟุตต่อนาที หรือ 2.5 เมตรต่อวินาที ความต้านทานสุดท้าย (Final resistance) จะทำ การวัดในตอนท้ายของการทดสอบขณะกรองอากาศสกปรกมากที่สุด ในการทดสอบกรองอากาศมีความสำ คัญอย่างมากที่จะต้องระบุอัตราการไหลของอากาศและความต้านทานสุดท้ายของกรองอากาศทุกครั้ง ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราการไหลและความต้านทานสุดท้ายมีผลอย่างมาก ต่อประสิทธิภาพและความสามารถในการ
กักเก็บฝุ่นของกรองอากาศ

มาตรฐาน 52.1-1992 เป็นเครื่องมือที่สำ คัญที่ใช้ในการเปรียบเทียบกรองอากาศแต่ละชนิด แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือมาตรฐานนี้คือ ไม่ได้มีการระบุถึงประสิทธิภาพที่แต่ละขนาดของอนุภาค ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำ คัญยิ่งในการเลือกใช้กรองอากาศ

ร่างมาตรฐานการทดสอบกรองอากาศใหม่ ASHRAE 52.2P, Method of Testing General Ventilation Air Cleaning Devices for Removal Efficiency by particle Size, Public Review Draft, April 1996 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทำ ประชาพิจารณ์ในขณะนี้ เป็นมาตรฐานการทดสอบกรองอากาศที่จะใช้แทมาตรฐาน 52.1-1992 ในอนาคต มาตรฐานนี้จะรายงานประสิทธิภาพกรองอากาศที่แต่ละย่านขนาดอนุภาคและสิ่งที่แตกต่างอีกประการหนึ่งคือ มาตรฐานนี้จะระบุเพียงแค่ประสิทธิภาพและความต้านทานต่อ
การไหลของอากาศ โดยจะตัดความสามารถในการกักเก็บฝุ่นออก


กรรมวิธีในการทดสอบนี้จะใช้อนุภาคที่สังเคราะห์ขึ้นจากโปแตสเซียมครอไรด์ (Potassium Chloride) ปล่อยเข้าไปในกระแสการไหลของอากาศ เครื่องมือนับจำนวนอนุภาคจะทำการวัดจำ นวนของอนุภาค 12 ย่านขนาด ทั้งด้านหน้า (upstream) และด้านหลัง(downstream) ของกรองอากาศที่ทดสอบเพื่อใช้คำ นวณหาค่าประสิทธิภาพ มาตรฐานนี้ยังได้นิยามวิธีจำ ลองสภาวะการใช้งานจริงเพื่อ
หาประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศ (ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศที่เป็นที่ยอดรับกันในวงกว้าง) ด้วยฝุ่นสังเคราะห์ (Synthetic Dust) ประสิทธิภาพที่แต่ละย่านขนาดอนุภาคจะถูกวัดในขณะเครื่องฟอกอากาศสะอาดและจะถูกวัดอีกหลายครั้งในระหว่างที่เครื่องฟอกอากาศเริ่มจับฝุ่นสังเคราะห์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นจะนำ ค่าประสิทธิภาพที่ได้ในแต่ละย่านขนาดอนุภาค (particle size removal efficiency: PSE) ทั้งหมดมาเขียนกราฟ จุดต่างๆ บนกราฟที่ได้จะถูกนำ มาหาค่าเฉลี่ยซึ่งค่าเฉลี่ยที่ได้นี้ จะนำ มาใช้กำ หนดระดับชั้นของเครื่องฟอกอากาศที่ทำ การทดสอบ

ในมาตรฐาน 52.2P นี้จะระบุประสิทธิภาพของกรองอากาศแตกต่างจากมาตรฐาน 52.1-1992 กล่าวคือ ตามมาตรฐาน 52.1-1992 จะระบุประสิทธิภาพโดยเฉลี่ย (average efficiency) เช่น 90-95% แต่มาตรฐาน 52.2P จะระบุประสิทธิภาพตํ่าสุดที่ย่านขนาดอนุภาคหนึ่งๆ ในลักษณะลำ ดับชั้น เช่น H13 ซึ่งตัวอักษร H จะมีความหมายแทนประสิทธิภาพสูง (High Efficiency) และตัวเลข 13 จะแทนชั้นประสิทธิภาพที่กำ หนดขึ้น มาตรฐาน 52.2P นี้จะทำ ใหผู้ใ้ช้งานสามารถเลือกใช้กรองอากาศที่ดีและเหมาะสมที่สุดกับงาน และยังทำ ให้สามารถเปรียบเทียบกรองอากาศแต่ละแบบได้ดีกว่า

3. ชนิดและโครงสร้างของกรองอากาศ

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการจับอนุภาคของกรองอากาศมี 4 ลักษณะ ซึ่งจะทำ ให้สามารถแบ่งกรองอากาศได้เป็น 4 ประเภท คือประสิทธิภาพตํ่า ปานกลาง สูง และ HEPA
กรองอากาศประเภทที่มีประสิทธิภาพตํ่า จะมีลักษณะเป็นแผ่น (Pad or Panel) ซึ่งมีประสิทธิภาพ (Average ASHRAEEfficiency) ประมาณ 30% โดยปกติจะใช้กรองอากาศในชั้นแรก (pre filter) ใช้ในการกรองอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ประมาณ 10 ไมครอนหรือใหญ่กว่า
กรองอากาศที่มีประสิทธิภาพปานกลาง อาจจะเป็นแบบถุงหรือแบบกล่อง จะมีประสิทธิภาพ (Average ASHRAE Efficiency)ประมาณ 40-60% จะใช้เป็นกรองอากาศในชั้นที่สอง ซึ่งจะกรองอนุภาคที่มีขนาดประมาณ 3 ถึง 10 ไมครอน การกรองในระดับนี้จะช่วยในการยืดอายุการใช้งานของกรองอากาศขั้นสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพสูง กรองอากาศประสิทธิภาพปานกลางนี้จะมีโครงสร้างหลายแบบทำ ให้มีประสิทธิภาพและราคาที่แตกต่างกันออกไป ต้นทุนโดยส่วนใหญ่ของกรองอากาศชนิดนี้อยู่ที่เนื้อของกรองอากาศ (Media) แต่กระนั้นตัวกรอบและวัสดุประคองเนื้อกรองอากาศก็ส่งผลถึงต้นทุนด้วยเหมือนกัน วัสดุที่ใช้ประคองเนื้อกรองอากาศที่เป็นเส้นลวด(welded wire) จะมีราคาสูงกว่าวัสดุที่เป็นโลหะยืด (expanded metal) แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ประโยชน์ที่มากกว่าด้วย วัสดุประคองที่เป็นเส้นลวดจะทำ ให้การพับเนื้อแผ่นกรองโค้งมนแทนที่จะเป็นรอยแหลมรูปตัว .V. ซึ่งจะทำ ให้พื้นที่สัมผัสอากาศมากกว่า ตัวกรอบของ
กรองอากาศที่เป็น beverage board จะมีราคาแพงกว่าที่เป็น cardboard หรือ kraft board ซึ่ง beverage board จะทนต่อความชื้นได้ดีกว่า
กรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงอาจจะเป็นแบบถุงหรือแบบกล่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพ (Average ASHRAE Efficiency)ประมาณ 80-90% ซึ่งมักจะใช้เป็นกรองอากาศขั้นสุดท้ายในระบบ HVAC แผ่นกรองอากาศนี้จะมีความสามารถที่จะกรองอนุภาคที่มีขนาด 0.3 ไมครอนหรือใหญ่กว่าได้มากกว่า 70%
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกพัฒนาขึ้นและส่งผลให้เกิดการพัฒนาในระบบของการกรองอากาศขึ้นด้วย เนื้อของกรองอากาศใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเช่น เนื้อสังเคราะห์ชนิดที่ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นในสภาพใช้งานที่เปียกหรือชื้น
เนื้อกรองอากาศชนิดที่มีการอัดประจุไฟฟ้าสถิต (Electrostatically-charged media) ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพในการกรองสูงมีความต้านทานเริ่มต้นตํ่า เนื้อกรองอากาศจะถูกอัดประจุไฟฟ้าสถิตย์จากโรงงานก่อนนำ มาผลิตเป็นกรองอากาศชนิดถุงหรือกล่อง
เทคโนโลยีในการพับลอนของกรองอากาศโดยไม่ใช้ตัวคั่น (Separator) ตัวคั่นนี้ทำ จากแผ่นอลูมิเนียม ทำ หน้าที่รักษาลอนของเนื้อกรองอากาศให้อยู่ในตำ แหน่ง การที่ไม่ใช้ตัวคั่นนี้จะช่วยให้ความต้านทานต่อการไหลลดลงและได้อัตราการไหลเพิ่มขึ้น ทำ ให้พื้นที่สัมผัสของเนื้อแผ่นกรองมากขึ้น เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดขนาดของแผ่นกรองอากาศลงได้
กรองอากาศชนิดถุง (Bag Filter) รุน่ ใหม ่ จะทำ จากเนื้อกรองที่เป็นใยสังเคราะห์แทนที่จะเป็นไฟเบอร์กลาสเหมือนในอดีตซึ่งจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการหลุดล่วงของเนื้อกรอง มีอายุการใช้งานนานขึ้น มีความต้านทานเริ่มต้นตํ่า
ในระบบ VAV แผ่นกรองอากาศแบบมินิพลีท (Mini Pleat) ถูกนำมาใช้แทนกรองอากาศแบบเดิม เนื่องจากมีความต้านทานเริ่มต้นตํ่ากว่าทำให้ประหยัดพลังงาน มีอายุการใช้งานมากขึ้น และกรองอากาศประเภทนี้จะมีขนาดที่บางกว่าเดิม จึงช่วยราคาถูกลงและขนาดกล่องแผงกรองอากาศเล็กลง
เทคโนโลยีการกรองที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ยังรวมถึงการพัฒนาเนื้อกรองผสมคาร์บอน ซึ่งให้คุณสมบัติที่ดีขึ้นกว่าแบบถาดคาร์บอนเดิมที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในระบบ HVAC

4. การกรองในระดับโมเลกุล (Molecular Filtration)

ในระยะหลังได้มีการพิจารณาถึงสิ่งปนเปื้อนในอากาศในระดับของโมเลกุล ทำ ให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อที่จะกำ จัดสิ่งปนเปื้อนนั้นๆ ออกจากอากาศ การเพิ่มอัตราการหมุนเวียนของอากาศ (Air change rate) หรือปริมาณอากาศภายนอก (makeup air)จะไม่สามารถประกันได้ว่าจะทำ ให้อากาศภายในที่ต้องการมีความสะอาดบริสุทธิ์ทางเคมี เนื่องจากอากาศภายนอกนั้นมีแหล่งกำ เนิดสิ่งปนเปื้อนอยูม่ากมาย เช่น ไอเสียจากยวดยานพาหนะ สิ่งที่เหลือจากกระบวนการผลิตจากอุตสาหกรรม (byproduct) ควันหรือไอเสียจากการพาณิชกรรมหรืออุตสาหกรรม ซึ่งปริมาณของเคมีปนเปื้อนในอากาศของพื้นที่ในเขตเมืองจะวัดเป็นหน่วยตันต่อวัน

ก๊าซที่ได้จากการเผาไหม้ ได้แก่ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ฟอร์มัลดีไฮด์ (HCHO) ไอเสียที่เกิดจากรถยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เจ็ท จะทำ ให้เกิดสารประกอบชนิดที่ระเหยง่าย (Volatile organic compounds:VOCs) ที่อาจส่งกลิ่นเหม็นถึงแม้จะปรากฏในระดับที่ตํ่ามากเช่น โอโซน (O3) ซึ่งเป็นมลภาวะที่มีอยู่ทั่วไปและเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะอากาศ แต่สามารถเพิ่มปริมาณจนถึงระดับที่ก่อปัญหาได้ง่ายในหลายๆ ฤดู ภายในอาคารนอกเมืองที่อยู่ใกล้ๆ กับฟาร์มหรือโรงงานจะพบว่ามีมลภาวะบางชนิดในปริมาณที่สูง เช่น แอมโมเนีย (NH3) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) สารต่าง ๆ เหล่านี้เป็นแหล่งมลภาวะจากภายนอก และจะทำ ให้เกิดปัญหากับสภาวะอากาศภายในอาคาร การนำ อากาศภายนอกเข้ามาเพิ่มในระบบแทนที่จะทำ ให้สิ่งปนเปื้อนในอากาศภายในอาคารเจือจางลง แต่กลับเป็นการเพิ่มปัญหาและก่อปัญหาต่อกับกระบวนการผลิตต่าง ๆ เช่นกระบวนการผลิตสารกึ่งตัวนำ (semiconductor) โรงพยาบาล หรือ พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

นอกจากแหล่งกำ เนิดสิ่งปนเปื้อนในอากาศในระดับโมเลกุลที่เกิดจากภายนอกระบบหรือภายนอกอาคารแล้ว ภายในอาคารเองก็มีแหล่งกำ เนิดสิ่งปนเปื้อนประเภทนี้อยู่เช่นเดียวกัน เช่น การเผาผลาญอาหารภายในร่างกายมนุษย์ทำ ให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์แอมโมเนีย และ คาร์บอนไดออกไซด์ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทำ ให้เกิดสารโอโซน หรือในวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างห้องนั้นๆ ก็สามารถทำให้เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน วัสดุก่อสร้างดังกล่าวเช่น วัสดุที่ได้จากการสังเคราะห์ จะปล่อยก๊าซบางอย่างออกมา (Off gas) ปัญหาที่เกิดจากแหล่งกำ เนิดภายในนี้จะแตกต่างจากแหล่งที่เกิดจากภายนอก กล่าวคือระดับของมลพิษภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงสูง ไม่ค่อยคงที่ อาจจะขึ้นอยูกั่บสภาพของแต่ละฤดูกาล แต่มลพิษที่เกิดขึ้นภายในจะค่อนข้างคงที่ และมักจะมีการสะสมเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ

เช่นเดียวกับอนุภาค โมเลกุลก็มีขนาดเหมือนกัน ในการวัดปริมาณของอนุภาค เราจะวัดโดยใช้หน่วยเป็นจำ นวนอนุภาคต่อปริมาตรอากาศ ส่วนโมเลกุลเราจะวัดปริมาณโดยบอกถึงความเข้มข้นเช่น ส่วนในล้านส่วน (parts per million: ppm) หรือส่วนในพันล้านส่วน (parts per billion: ppb) ขนาดของโมเลกุลจะวัดเป็นอังสตรอม (angstroms) ซึ่ง 1 อังสตรอมจะเท่ากับ 1 ส่วนหมื่นล้านเมตรหรือ 10-10 เมตร ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้ว โมเลกุลจะมีขนาดเล็กกว่าอนุภาคหรือฝุ่นละเอียดอยู่ประมาณ 1000 หรือ 10,000 เท่า และเนื่องจากโมเลกุลมีขนาดเล็กมากและมีนํ้าหนักเบามากนี้เอง การจะแยกหรือดักโมเลกุลออกจากอากาศจึงแตกต่างจากอนุภาคหรือฝุ่นละออง ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นก่อให้เกิดวิธีการดักแยกโมเลกุลออกจากอากาศมากมาย ก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีต่างๆ จำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะและพฤติกรรมของสิ่งปนเปื้อนในรูปของโมเลกุลก่อน

สิ่งปนเปอื้ นที่เป็นอนุภาค จะเคลื่อนที่ผ่านไปในอากาศโดยจะเคลื่อนที่ไปตามกระแสการไหลของอากาศ แต่โมเลกุลจะเคลื่อนที่ไปในอากาศโดยการแพร่ (Diffusion) การแพร่จะเกิดขึ้นจากบริเวณที่มีความเข้มข้นมากไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า เช่น ถ้าปล่อยให้มีแหล่งกำ เนิดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ความเข้มข้นของสารดังกล่าวจะเท่ากันทั่วทั้งห้อง ซึ่งระยะเวลาจะนานมากน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับอัตราการแพร่ของสารนั้น ๆ

กระบวนการที่ใช้ในการกรองสิ่งปนเปื้อนในสภาวะก๊าซในระบบ HVAC มีอยู่ 2 ลักษณะคือ กระบวนการแปรกลับได้ทางกายภาพ (Reversible physical process) หรือที่กันโดยทั่วไปเรียกว่า Adsorption condensation และกระบวนการดูดซับโดยการทำ ให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี Chemisorption กระบวนการดูดซับจะเกิดขึ้นที่บริเวณผิวสัมผัสของตัวดูดซับ การดูดซับจะเกิดขึ้นสองขั้นคือ ขั้นแรกก๊าซจะแพร่ผ่านและถูกดูดซับที่บริเวณผิวภายนอกของตัวดูดซับ เช่น activated carbon จากนั้นจะแพร่เข้าไปภายในของตัวดูดซับ

ในระบบ HVAC โดยทั่วไปนั้น อากาศที่หมุนเวียนในระบบจะมีสิ่งปนเปื้อนประเภทก๊าซค่อนข้างตํ่า กล่าวคือมีความเข้มข้นของก๊าซแต่ละชนิดน้อย ซึ่งส่งผลให้มีอัตราการแพร่ตํ่า จึงทำ ให้การดูดซับโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่บริเวณพื้นผิวภายนอกของตัวดูดซับ ด้วยเหตุนี้ทำ ให้การดูดซับโดยการทำให้เปลี่ยนสถานะขึ้นอยู่พื้นที่ผิวสัมผัสภายนอกของตัวดูดซับ ฉะนั้นในการเลือกใช้ตัวดูดซับจึงต้องพิจารณาที่ขนาดของตัวดูดซับแทนที่จะพิจารณาที่มวล

4.1 กระบวนการ Adsorption Condensation

การดูดซับโดยการทำ ให้เปลี่ยนสถานะ (Adsorption Condensation) การดูดซับประเภทนี้จะเกิดขึ้นเมื่อโมเลกุลของสิ่งปนเปื้อนแพรผ่านพื้นผิวของตัวดูดซับ คุณสมบัติทางเคมีจะเป็นตัวบ่งบอกถึงพฤติกรรมและประสิทธิภาพของขบวนการดูดซับโดยทั่ว ๆ ไปแล้วมีสารที่มีจุดเดือดมากกว่า 100 องศาเซลเซียส หรือ 212 องศาฟาเรนไฮต์ ที่อยู่ในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เมื่อสิ่งปนเปื้อนในอากาศเคลื่อนที่ผ่านตัวดูดซับจะเกิดการควบแน่น หรือกลั่นตัวบนตัวดูดซับนั้น ๆ กระบวนการนี้ถือเป็นกระบวนการที่ผันกลับได้ (Reversible process) และขึ้นอยูกั่บมวลโมเลกุลของสาร อุณหภูมิและความชื้นเป็นปัจจัยที่สำ คัญต่อกระบวนการนี้จะสังเกตได้ว่าในวันที่อากาศชื้น ประสิทธิภาพในการดูดซับจะลดลง เนื่องจากความชื้นในอากาศจะไปแย่งพื้นที่บนตัวดูดซับ

4.2 กระบวนการ Chemisorption

การดูดซับทางเคมี (Chemisorption) โดยทั่วไปสารประกอบหรือสารเคมีที่มีมวลโมเลกุลตํ่าและจุดเดือดตํ่าจะทำ ปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในสภาวะก๊าซที่อุณหภูมิห้อง สารปนเปื้อนประเภทนี้จะแพร่ไปบนพื้นผิวของตัวดูดซับ แต่จะไม่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวการดักจับสิ่งปนเปื้อนนี้จะต้องกระบวนการทางเคมี ที่เรียกว่า Chemisorption ในกระบวนการนี้ตัวดูดซับจะถูกเพิ่มตัวกระทำ ปฏิกิริยา(reagent) ลงไปด้วย ซึ่งเมื่อสิ่งปนเปื้อนแพร่ผ่านก็จะทำ ปฏิกิริยาทางเคมีที่บริเวณผิวสัมผัสของตัวดูดซับ ทำ ให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือสาร
ใหม่เกิดขึ้น การดูดซับด้วยกระบวนการนี้จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้นมีความเสถียรสูง
ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการที่จะกำ จัดสารที่มีจุดเดือดค่อนข้างตํ่า เช่น กรดไฮโดรคลอริก อาจจะใช้ตัวดูดซับที่เป็นคาร์บอนที่เคลือบด้วยโปแตสเซียมไอโอไดด์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้หลังจากเกิดปฏิกิริยาที่ผิวของตัวดูดซับคือเกลือโปแตสเซียมคลอไรด์ ซึ่งโดยคุณสมบัติของเกลือจะมีความเสถียรและปลอดภัยในการกำ จัด ซึ่งแตกต่างจากกรดไฮโดรคลอริกอีกประการหนึ่งที่ทำ ให้การดูดซับทางเคมีแตกต่างกับการดูดซับโดยการทำ ให้เปลี่ยนสถานะ คือ การดูดซับทางเคมีต้องการความชื้นเข้ามาช่วยในการทำ ปฏิกิริยา โดยทั่วไป ถ้าเราต้องการกำ จัดสิ่งปนเปื้อนที่มีความเป็นด่าง คือ มีค่า pH > 7 ตัวทำ ปฏิกิริยาควรจะมีค่าความเป็นกรด ในทำ นองเดียวกัน หากเราต้องการกำ จัดสิ่งปนเปื้อนที่มีความกรด ตัวทำ ปฏิกิริยาก็ควรจะมีค่าความเป็นด่าง
กระบวนการดูดซับด้วยเคมีนี้ เป็นกระบวนการที่ผันกลับไม่ได้ (Irreversible process) ฉะนั้นตัวกรองอากาศจึงไม่สามารถที่จะนำ กลับมาใช้ใหม่ได้

5. ผลิตภัณฑ์ใหม่

กรองอากาศที่ใช้กรองสิ่งปนเปื้อนที่เป็นก๊าซทั้งที่ใช้หลักการดูดซับแบบแปรกลับได้ทางกายภาพและที่ใช้หลักการทางเคมี เช่นกรองอากาศที่มีลักษณะเป็นถาดบรรจุตัวดูดซับที่สามารถเปลี่ยนได้ (Refillable) โดยส่วนใหญ่ตัวดูดซับที่ใช้จะเป็น activated carbonในบางกรณีที่ต้องการจะกำ จัดสิ่งปนเปื้อนโดยวิธีการทางเคมี โปแตสเซียมเปอร์มังกาเนตจะถูกนำ มาใช้แทน activated carbon การออกแบบกรองอากาศประเภทนี้จะต้องคำ นึงถึงพื้นที่ผิวสัมผัส ระยะเวลาที่จะให้สิ่งปนเปื้อนได้แพร่เข้าสู่ตัวดูดซับ ข้อเสียของกรองอากาศประเภทนี้คือมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีนํ้าหนักมาก และเมื่อมีการใช้งานหรือขณะบำ รุงรักษาจะเกิดฝุ่นขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้มีการนำactivated carbon เข้ากับกรองอากาศธรรมดา ทำ ให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสมากขึ้นเมื่อเทียบกับมวลกรองอากาศที่รุน่ ใหม่ที่มีตัวดูดซับเป็นองค์ประกอบมีความได้เปรียบหลายอย่าง เช่น มีน้ำ หนักเบา ประมาณ 1 ใน 10 ของกรองอากาศที่มีลักษณะเป็นถาดใส่ตัวดูดซับ สามารถติดตั้งในระบบ HVAC เดิมได้ทันที ไม่ก่อให้เกิดฝุ่นปนเปื้อนเข้าไปในกระแสอากาศหรือขณะทำ การเปลี่ยน นอกเหนือจากจะมี activated carbon เป็นส่วนประกอบแล้ว ยังมีการใช้ตัวทำ ปฏิกิริยาอื่น ๆ อีกด้วย

6. การทดสอบกรองอากาศที่ใช้ในการกรองก๊าซ
การทดสอบและระบุประสิทธิภาพของกรองอากาศประเภทนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องยาก หากในการทดสอบใช้สารทดสอบที่มีความเข้มข้นสูงผลที่ได้จะไม่สามารถนำ มาใช้งานในระบบจริงที่มีความเข้มข้นของสิ่งปนเปื้อนตํ่าได้ และโดยทั่วไปแล้วสิ่งปนเปื้อนในระบบHVAC จะมีความเข้มข้นค่อนข้างตํ่า จากรูปด้านล่างจะพบว่าประสิทธิภาพของกรองอากาศจะลดลงเมื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้น การที่จะรู้ถึงอายุการใช้งานของกรองอากาศเป็นเรื่องยาก เพราะในแต่ระบบจะมีปัจจัยซึ่งแตกต่างกันออกไป การวัดความเข้มข้นของสิ่งปนเปื้อนทั้งทางด้านหน้าและหลังกรองอากาศตลอดเวลาและนำ มาประมวลผลเป็นเส้นกราฟ จะช่วยให้สามารถทราบถึงอายุการใช้งานของกรองอากาศในสภาวะของระบบนั้น ๆ

7. สรุป
การตระหนักถึงคุณภาพของอากาศภายในทำ ให้เกิดเทคโนโลยีการกรองอากาศแบบใหม่ ๆ ทั้งในการ
กรองอนุภาคและการกรองก๊าซ การทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ จำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้หลักพื้นฐานการกรอง ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มักจะมีประสิทธิภาพในการกรองสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันอายุการใช้งานจะตํ่าลง เราจึงต้องทำ การเลือกใช้กรองอากาศให้เหมาะสมกับระบบที่จะใช้งาน

เอกสารอ้างอิง
1. ASHRAE Journal, April 1999, เรื่อง Filters and Filtration โดย Timothy J. Robinson and Alan E. Ouellet